ไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง

เมื่อพิจารณาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
พบว่าทุกประเทศถือเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่ควรค่าแก่การไปเยี่ยมเยือน
โดยเฉพาะอารยธรรมลุ่มแม่น้ำโขง หรือที่รู้จักกันในนามอินโดจีน ไม่ว่าจะเป็นไทย ลาว
เวียดนาม กัมพูชา ต่างก็มีโบราณสถานที่ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็น
"มรดกโลก" และบางแห่งยังได้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ในประเทศไทย
มีแหล่งโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหลายแห่ง เช่น
อุทยานประวัติศาตร์สุโขทัย - ศรีสัชนาลัย อาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองเมื่อ700 ปีที่แล้ว หรือจะเป็นอุทยาน
ประวัติศาสตร์อุธยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย หรือแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงที่เป็นหลักฐาน
บ่งบอกว่ามีมนุษย์มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแถบนี้และมีอารยธรรมมากกว่า 5,000 ปี


ส่วนดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในเขตลาว ทางตอนเหนือมีเมืองหลวงพระบางอันเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร
ล้านช้างที่ยิ่งใหญ่ในอดีต และยังคงมีกลิ่นอายวัฒนธรรมท้องถิ่นเหนียวแน่น ท่างกลางบรรยากาศ
เงียบสงบของธรมชาติ

ความเป็นเมืองเก่าแก่ที่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าทางประวัติศาสตร์จนเป็นเอกลักษณ์ จึงได้รับการประกาศ
เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี พ.ศ.2538

ส่วนดินแดนกัมพูชา
ซึ่งมีจุดดึงดูดที่สำคัญ คือ นครวัด- นครธมแห่งเมืองเสียมเรียบ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น
สิ่งมหัศจรรย์ 1ใน 7 ของโลก และเป็นมรดกโลกที่สะท้อนถึงอิทธิพลของศาสนาฮินดู

ทางด้านดินแดนปากแม่น้ำโขง คือเวียดนาม
มีเมืองเว้หรือเมืองจักพรรดิ ที่ยังปรากกสิ่งปลูกสร้างเป็นมรดกทาง
วัฒนธรรม ซึ่งเหลือรอดจากภัยธรรมชาติและสงครามมาได้ในสภาพสมบูรณ์ เมืองเว้แห่งนี้มีความสำคัญ
ทางประวัติศาสตร์ เพราะเคยเป็นเมืองหลวงที่ราชวงศ์เหวียนครองความรุ่งเรืองอยู่

แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของไทย

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ตั้งอยู่ที่ ตำบลเมืองเก่า อยู่ห่างจากตัวจังหวัดสุโขทัย
ตามทางหลวงสายสุโขทัย - ตาก (ทางหลวงหมายเลข 12)
ประมาณ 12 กิโลเมตร ถนนหลวงตัดผ่านกลาง
เมืองจากทิศตะวันออกไปตะวันตก เมื่อผ่านเข้าเขตเมืองเก่าจะแล
เห็นยอดพระเจดีย์แบบต่าง ๆ อันสง่างาม และวิหารอันศักดิ์สิทธิ์
กำแพงเมืองสุโขทัยตั้งอยู่ตำบลเมืองเก่าเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็น
กำแพงดิน 3 ชั้น (ในศิลาจารึกเรียกว่า "ตรีบูร") โดยการขุดเอา
ดินขึ้นมาถมเป็นกำแพง และพื้นดินที่ขุดยังเป็นคูน้ำไว้ใช้สอย มี
ประตูเมือง 4 ประตู ด้านเหนือเรียกว่า "ประตูศาลหลวง" ด้านใต้
เรียกว่า"ประตูนะโม" ด้านทิศตะวันออกเรียกว่า"ประตูกำแพงหัก"
ด้านทิศตะวันตกเรียกว่า "ประตูอ้อ"

ภายนอกกำแพงเมืองในรัศมี 5กิโลเมตร มีโบราณสถานกว่า 70 แห่ง
สร้างขึ้นไว้ในพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ ได้รับการบูรณะซ่อมแซม โดยกรมศิลปากร ได้รับจัดตั้งเป็นมรดกโลกโดยองค์กร UNESCO ในปี
พ.ศ.2537

นอกจากนี้ในเขตอุทยานฯ ยังมีสระน้ำขนาดใหญ่หลายสระเรียกว่า "ตระพัง" เดิมมีไว้ใช้กักเก็บน้ำดื่มกินยามหน้าแล้ง เช่น ตระพัง
ทอง ตระพังเงิน ตระพังกวน เป็นต้น






 

อยุธยามรดกโลก

จัดให้มีการเฉลิมฉลองทุกปี ในวันที่ 13 ธันวาคม 2534เนื่องจากนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้รับการประกาศโดยองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534

ป้อมและปราการรอบกรุง

กำแพงเมืองที่พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างครั้งแรกนั้นเป็นเพียงเชิงเทินดิน และมีเสาไม้ระเนียดปักข้างบน

ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงได้ก่ออิฐถือปูนขึ้น ตามพระราชพงศาวดารมีการสร้างป้อมต่างๆ อาทิ ป้อมมหาไชย ป้อมซัดกบ ป้อมเพชร ป้อมหอราชคฤห์และป้อมจำปาพลเป็นต้น ป้อมขนาดใหญ่ๆ มักตั้งอยู่บริเวณทางแยกระหว่างแม่น้ำเช่น ป้อมเพชรตั้งอยู่ตรงที่บรรจบของแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำป่าสัก ป้อมมหาไชยตั้งอยู่มุมวังจันทรเกษมบริเวณซึ่งเป็นตลาดหัวรอในปัจจุบัน ตัวป้อมได้ถูกรื้อเพื่อนำอิฐไปสร้างพระนครใหม่ที่กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1

ปางช้างอยุธยา

อยู่ติดกับคุ้มขุนแผน มีบริการขี่ช้างทุกวัน ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00-17.00น. ราคาประมาณ 100-500 บาทขึ้นอยู่กับระยะเวลา

 


 

พิพัธภัณฑ์บ้านเชียง
แหล่งมรดกโลกแห่งหนึ่งในประเทศไทย
นครแห่งอารยธรรมห้าพันปี

แสดงถึงพัฒนาการทางสังคมและความเจริญ
ทางเทคโนโลยี ของชุมชน หมู่บ้านเกษตรกรรม สมัยก่อนประวัติศาสตร์
ที่มีความต่อเนื่องยาวนานเกือบ 4000 ปี
(ระหว่าง 5600 ปี ถึง 1950 ปี มาแล้ว)
ตั้งแต่สมัยหินใหม่ จนถึงวัฒนธรรมการใช้สำริด และเหล็ก
นับเป็นวัฒนธรรม ก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีความต่อเนื่อง และให้ข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โครงกระดูกมนุษย์ เครื่องประดับและภาชนะที่พบในหลุมศพ
แสดงให้เห็น ถึงขั้นตอน พัฒนาการ ที่ซับซ้อนขึ้นของประเพณี คติ
ความเชื่อ และโครงสร้างทางสังคม

ซากกระดูกสัตว์และเมล็ดพันธุ์พืช โดยเฉพาะข้าว บ่งบอกพัฒนาการ
ของแบบแผนการดำรงชีวิต และความก้าวหน้า ทางเกษตรกรรม

ภาชนะดินเผา เครื่องมือและเครื่องประดับที่ทำจากสำริด เหล็ก และแก้ว
แสดงถึงความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยี และเครือข่ายทางการค้า
และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม กับชุมชนภายนอกที่ห่างไกลออกไป ความต่อเนื่องของวัฒนธรรมบ้านเชียง เป็นผลมาจาก ความสามารถ
ในการปรับตัว เข้ากับสภาพแวดล้อม แบบที่ราบลุ่มและป่าที่ล้อมรอบ การใช้ประโยชน์และการดัดแปลงสภาพแวดล้อม อันนำไปสู่วัฒนธรรม การเพาะปลูกข้าวที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและการพัฒนาเทคโนโลยี
โลหกรรม ทั้งการหล่อสำริดและเหล็ก ที่ก้าวหน้า
ไม่น้อยไปกว่าแหล่ง โบราณคดีอื่นๆ ของโลก

ประการสำคัญ มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียงได้ยืนยันความรู้ใหม่เกี่ยวกับ พัฒนาการของอดีตของมนุษยชาติในด้านหนึ่ง กล่าวคือ การดำรงอยู่อย่างกว้างขวางของเทคโนโลยีโลหกรรม
ในชุมชนหมู่บ้านเกษตรกรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยมาประมาณ
ไม่น้อยกว่า 4,000 ปีมาแล้ว